แนวทางการดำเนินงาน

               ทาง โครงการฯมุ่งเน้นดำเนินงานด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรมวิถีชีวิตชาวชุมชนอัมพวา เป็นประการแรก ด้วยเล็งเห็นว่า การจะพัฒนาใดๆ นั้น ควรจะพัฒนาจากฐานทุนทางสังคมที่ชุมชนนั้นมี การอนุรักษ์วัฒนธรรมชุมชน จะกระทำผ่านการเรียนรู้ พร้อมทั้งรักษา ส่งเสริมกิจกรรม ก่อเกิดเป็น คุณค่าขึ้นในสังคมเมื่อชุมชนเข้าใจในตัวตน เข้าใจในรากฐานการก่อเกิดของท้องถิ่น รู้ซึ้งในคุณค่าของชุมชนตนเอง และร่วมกันรักษา มรดกทางวัฒนธรรมที่มีอยู่แล้ว จึงต่อยอดคุณค่าที่มีนั้นให้เป็นมูลค่า เศรษฐกิจชุมชนจึงเป็นงานที่ทางโครงการฯได้ดำเนินการส่งเสริม ด้วยเห็นว่า คุณค่าในทางวัฒนธรรมจะไม่ก่อเกิดประโยชน์ใดๆ ในการพัฒนาเลย หากไม่สามารถทำให้เกิดเป็นมูลค่า หรือไม่สามารถประกอบเป็นอาชีพ เกิดเป็นรายได้ ที่สามารถหล่อเลี้ยงประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ อีกทั้งประชาชนโดยทั่วไปอาจมิได้เห็นความสำคัญของการอนุรักษาวัฒนธรรม เพราะไม่สามารถเกิดประโยชน์ในการหล่อเลี้ยงชีวิตพวกเขาได้ ซึ่งทางโครงการฯมักจะได้กล่าวเป็นคำพูดแก่ผู้เข้าชมโครงการฯ ว่า
"ต้องเปลี่ยนคุณค่าให้เป็นมูลค่าให้ได้"
               คุณ ค่าทางวัฒนธรรมที่ผ่านการเรียนรู้และรักษา หากถูกเปลี่ยนเป็นมูลค่า นั่นมิได้หมายถึง "การขายวัฒนธรรม" มุ่งเห็นแก่เงินทองและรายได้ เพราะชุมชนเองจะรู้ว่า อาชีพที่เขาควรจะทำนั้นควรจะเป็นอย่างไร อาชีพไหนที่มีรายได้ที่มั่นคงยั่งยืน สามารถแข่งขันในโลกแห่งความเป็นจริงใบนี้ได้ ชาวสวนที่อัมพวาคงไม่ขายสวนทิ้งเพื่อให้นายทุนสร้างเป็นรีสอร์ทเสียหมด หรือถมสวนเปลี่ยนเป็นที่จอดรถ เพราะหากเปลี่ยนแปลงไปเช่นนั้น สภาพของชุมชนชาวสวนอัมพวา หลังคาบ้านที่ไม่สูงเกินกว่ายอดต้นไม้ และลักษณะบ้านเรือนไทยพื้นถิ่นบานประตูบานเฟี้ยมตลอดแนวคลองอัมพวา เป็นเสน่ห์ดึงดูดใจนักท่องเที่ยว เมื่อไม่เหลือสิ่งเหล่านี้ ความนิยมของนักท่องเที่ยวที่มาอัมพวาย่อมลดน้อยลง รายได้ของชุมชนจึงอาจลดน้อยลงไปด้วย
               การ รักษาหรือการอนุรักษ์ควรทำอย่างไร หรือควรรักษาสิ่งใดบ้าง ตลาดน้ำอัมพวา ณ ปัจจุบันเป็นตลาดน้ำอัมพวา 2552 มิใช่ตลาดน้ำอัมพวา 2452 และหากย้อนขึ้นไปเมื่อก่อน 5 ปีมานี้ ตลาดน้ำที่นี่ได้วายไปแล้ว สภาพชุมชนอาจเปรียบได้กับเมืองร้าง เยาวชน วัยรุ่น วัยทำงาน ต่างมุ่งกันเข้าเมืองใหญ่ เพื่อเรียนและทำงาน เหลือทิ้งไว้แต่คนสูงอายุหรือคนหลังวัยทำงาน ตลาดน้ำที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ โดยเทศบาลตำบลอัมพวา และชุมชนแห่งนี้ จึงอาจมีหน้าตาที่แตกต่างไปจากในอดีต แต่ก็มิได้ขาดเอกลักษณ์ที่ในอดีตเคยมี
               - เรือพายได้ถูกนำกลับมาใช้เพิ่มมากขึ้น ทำให้ยังคงมีเรือพายจำนวนมาก แสดงเอกลักษณ์ของชาวชุมชนภาคกลางได้เป็นอย่างดี
               - บ้านริมน้ำสถาปัตยกรรมเรือนไทยพื้นถิ่น ได้รับการซ่องแซมให้มั่นคงแข็งแรงเหมาะสมแก่การอยู่อาศัย
               - ผลผลิตจากในสวนผลไม้น้ำกร่อยแห่งนี้ อันเป็นที่ถูกอกถูกใจทั้งคนไทยและคนต่างชาติในอดีต จนมีคำกล่าวกันติดปากว่า “สวนในบางกอก สวนนอกบางช้าง” สวนผลไม้อีกแห่งที่รสชาติดีไม่แพ้สวนรอบพระนคร (Bangkok) ผลไม้จากในสวนปัจจุบัน ได้ถูกลำเลียงออกมาจำหน่ายยังตลาดน้ำเช่นในอดีต
               -และ สำคัญที่สุด คนซึ่งเป็นต้นกำเนิดก่อเกิดทางวัฒนธรรม ชาวอัมพวายังคงดำรงชีวิต ยังคงสามารถประกอบอาชีพอยู่ในชุมชนแห่งนี้ พ่อแม่ ลูกหลาน ปู่ยาตายาย ได้กลับมาอยู่อาศัย ประกอบอาชีพร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง
               วัฒนธรรม มีพลวัต มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ตลาดน้ำอัมพวาในปี 2552 นี้จึงเป็นเสมือนบันทึกประวัติศาสตร์ที่มีเรื่องราว เสมือนสายน้ำอัมพวาที่ยังคงไหลหล่อเลี้ยงชาวชุมชนแห่งนี้ตลอดเวลามิเคยหยุด นิ่ง บนแนวทางการพัฒนาชุมชนทางวัฒนธรรมแห่งนี้ นั้น ทางโครงการเห็นว่า 4 เรื่องหลักนี้น่าที่จะเป็นเอกลักษณ์ที่ควรรักษา มากกว่าที่จะมุ่งเน้นถามหาถึงคำว่า “ดั้งเดิม” ไปเสียทั้งหมด เพราะมิเช่นนั้นหากย้อนมองไปเมื่อห้าปีที่ผ่านมาก่อนรื้อฟื้นตลาดน้ำที่ได้ วายหรือตายไปแล้ว ซึ่งก็ควรจะกล่าวได้ว่าคือความดั้งเดิม เราคงต้องยอมรับว่าตลาดในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไป แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อการรื้อฟื้น และรักษาเอกลักษณ์ในอดีตที่เคยมีอยู่
               ปัจจุบัน สินค้าที่จำหน่าย ยกตัวอย่างเช่น มะพร้าว นักท่องเที่ยวคงไม่สามารถซื้อเป็นทลาย เหมือนเช่นในอดีต หรือหากจะซื้อเป็นลูกๆ เพื่อไปปอก ไปขูด ทำกับข้าว ก็คงเป็นไปได้ยาก แต่นักท่องเที่ยวจะนิยมซื้อเป็นมะพร้าวเผาเป็นลูกๆ เดินรับประทาน หรืออาจเป็นไอศกรีม ใส่ลงไปในลูกมะพร้าวซึ่งก็กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากธรรมชาติของชุมชนตลาด สถานที่ประกอบกิจกรรมแลกเปลี่ยนสินค้าจะมีคนต่างที่ต่างถิ่นเดินทาง เข้ามาจำหน่ายแลกเปลี่ยน ปัจจุบันตลาดน้ำอัมพวาได้มีคนจากภายนอกเข้ามาประกอบธุรกิจเป็นจำนวนมาก ทางโครงการเห็นว่ามิใช่เรื่องแปลก แต่อย่างใด เพียงแต่ในทางการปกครองดูแลของชุมชน คงต้องพยายามทำอย่างไรที่จะให้คนภายนอกกับคนภายในหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน มีความเคารพในสภาพชุมชน ร่วมกันพัฒนา และรักษาชุมชนแห่งนี้
               ทาง โครงการเห็นว่า ความเชื่อ ภูมิปัญญา ของคนในอดีตคือสิ่งที่คนในอดีตปฏิบัติกัน อย่างเช่นการบูชาศาลเจ้าหรือศาลปู่ต่างๆ คำบอกกล่าวให้เคารพสิ่งนั้นสิ่งนี้ น่าจะเป็นภูมิปัญญาที่แฝงเร้นให้คนนอกรักษาชุมชนเมื่อเข้ามาหลอมรวมกันเป็น คนชุมชนเดียวกันได้ในที่สุด ชุมชนอัมพวา ในอดีตจึงมีทั้งคนไทยพื้นถิ่น คนจีนที่ได้โล้สำเภามา หรือแม้แต่ชาวฝรั่งต่างชาติ พบเห็นได้จากหลักฐานสถาปัตยกรรมบ้านเรือน โบสถ์ โรงเจ และศาลเจ้าต่างๆการเชื่อมโยงพื้นที่ทางการท่องเที่ยว อุทยาน ร.2 วัดอัมพวัน ตลาดน้ำอัมพวา และโครงการอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษสามารถเชื่อโยง เป็นพื้นที่ชุมชนท่องเที่ยวเดียวกันได้ เกิดเป็นความหลากหลายทางการท่องเที่ยวขึ้นในชุมชน นักท่องเที่ยวมีกิจกรรมหลากหลายเป็นทางเลือก ให้เดินทางมาเที่ยวได้บ่อยครั้งขึ้น เพิ่มโอกาสทางรายได้แก่ประชาชนในพื้นที่แห่งนี้ การพัฒนาชุมชนวัฒนธรรมอัมพวา การท่องเที่ยวเป็นเพียง เครื่องมือหนึ่งของการพัฒนาเท่านั้น
               ทางโครงการมิได้ คำนึงถึงปริมาณนักท่องเที่ยว หากแต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพของผู้มาเที่ยวด้วย ธรรมดาทุกอย่างมักมี 2 ด้าน เมื่อมีคนมาเที่ยวเพิ่มขึ้นปริมาณขยะก็อาจเพิ่มขึ้น สวนอาจหมดไปกลายเป็นที่จอดรถ น้ำเสียจากบ้านเรือนที่พักอาจถูกทิ้งลงคูคลองมากขึ้น การท่องเที่ยวชุมชนจึงต้องมีการจัดการที่ดี คำนึงถึงผลได้และผลเสียที่อาจเกิดตามมา ยกตัวอย่างเช่น ขยะที่มีมากขึ้น หากมีการคัดแยก ก็สามารถนำรายได้มาสู่ชุมชนได้ ขยะที่เหลือจากการคัดแยก อาจสามารถนำไปทำเป็นปุ๋ยหมัก หรือแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานเชื้อเพลิง ใช้ตาม บ้านเรือนได้ เป็นการเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส เพียงอาศัยการวางแผนและจัดการที่ดี
               บน หลักการอนุรักษณ์วัฒนธรรม ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน และเชื่อมโยงพื้นที่ทางการท่องเที่ยวนั้น แนวทางการดำเนินงานที่สำคัญที่สุด ด้วยคือ ต้องให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน อาจจะเป็นร่วมเสนอแนะแสดงความคิดเห็น หรือร่วมกันกระทำ มากน้อยแตกต่างไปแล้ว แต่โอกาสแล้วแต่กิจกรรม ทั้งนี้เพราะ ประชาชนในชุมชนคือผู้ได้รับผลลัพธ์ที่เกิดจากการพัฒนา เขาควรได้มีโอกาสรับรู้ เรียนรู้ หรือกระทำ ในสิ่งที่ เข้าจะต้องได้รับผลกระทบนั้น การมีส่วนรวมของชุมชนนี้จะเป็นบทสรุปให้การพัฒนาชุมชนสามารถพัฒนาได้อย่าง ยั่งยืนได้ในที่สุดทั้งหมดที่ได้เรียบเรียง มานี้ เพื่อที่จะได้อธิบายถึงแนวทางการดำเนินงานของโครงการฯ และเพื่อจะตอบคำถามที่เกิดขึ้นจากสื่อมวลชน นักเรียน นักศึกษา นักวิชา ในประเด็นที่ว่า
                1.   จุดบรรจบระหว่างการพัฒนาและอนุรักษ์ สามารถเกิดขึ้นได้ไหม เป็นเพียงเส้นขนานที่ไม่มีทางบรรจบกัน หรือสามารถดำเนินการได้
                     หากดำเนินการได้มูลนิธิชัยพัฒนามีแนวทางอย่างไร
                2.  ตลาดน้ำอัมพวาได้เปลี่ยนแปลงหน้าตาไปจากเดิม มูลนิธิชัยพัฒนามีส่วนในการดำเนินการรักษาหรือป้องกันการเปลี่ยนแปลงนี้ อย่างไร
                3.  คนที่มาขายของเป็นคนจากภายนอก ไม่ใช่คนอัมพวาเหมือนในอดีต ใช่หรือไม่ หากเป็นเช่นนี้ ตลาดน้ำอัมพวาอาจจะอยู่ต่อไปได้อีกไม่กี่ปี